Pudding พุดดิ้งงง (:

posted on 11 Sep 2011 22:04 by ent-tha

ต้นกำเนิดพุดดิ้ง 

      ย้อนไปเมื่อสมัย ศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งเป็นสมัยที่คนเชื่อว่าโลกกลม ทำให้มีการออกสำรวจดินแดนใหม่สำหรับนักเดินทางยุคต้น ๆ ของศตวรรษ ในสมัยนั้นประเทศสเปนและอังกฤษซึ่งเป็นประเทศผู้นำในการเดินทางสำรวจและยึดครองดินแดนใหม่กันอย่างคับคั่ง ในช่วงนั้นประเทศอังกฤษสามารถเอาชนะและยึดครองดินแดนและชายฝั่งทะเลได้ถึง 7 แห่ง แต่ความราบรื่นนั้นย่อมแฝงไปด้วยความขมขื่นเสมอ

     เรือรบของอังกฤษที่เข้าร่วมสงครามครอบครองดินแดนนั้นประสบปัญหาเกี่ยวกับปากท้องของลูกเรือขึ้น เพราะการออกเดินทางแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาอยู่กับท้องทะเลนานหลายเดือน อาหารที่มีอยู่ก็ร่อยหรอ มิหนำซ้ำ บางครั้งอาหารที่ทำจะเหลือทิ้งไปเปล่าประโยชน์เพราะใช้ทานในวันต่อไปไม่ได้ก็ตาม จำเป็นต้องทิ้ง เหตุนั้นเอง พ่อครัวหัวใสจึงคิดเมนูที่สามารถทำแล้วถนอมอาหารไว้ทานได้เป็นเวลานาน โดยเค้าใช้ส่วนผสมง่าย ๆ คือ เศษขนมปัง แป้งสาลี และไข่ไก่ ผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็ห่อด้วยผ้าสะอาด นำไปอบ เป็นอันเสร็จ ตรงกับ concept (ง่าย ๆ กินได้หลายวัน) และนั่นเองเป็นเหตุที่มาของตำนาน “พุดดิ้ง”

     จากข้อมูลนั้นไม่ได้บอกอย่างละเอียดว่าทำไมพุดดิ้งถึงสามารถแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปได้ เพราะเจ้าของสูตรต้นตำรับเป็นพ่อครัวบนเรือ แต่จากการสันนิษฐานแล้ว คงจะเป็นเพราะรสชาติที่ถูกปาก และทานได้ง่าย ทำให้ลูกเรือติดอกติดใจ และจำสูตรนั้นไปบอกต่อให้กับคุณแม่บ้าน ปากต่อปาก อีกทั้งรสชาติยังเป็นที่นิยม ทำให้พุดดิ้ง แพร่หลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

     จากเกียรติศัพท์ของความอร่อยและวิธีทำที่ไม่ซับซ้อนนี้เองพุดดิ้งจึงขยายความนิยมไปทางแถบเอเชียของเราและที่ประเทศญี่ปุ่น พุดดิ้ง ได้รับความสนใจในช่วงยุคสมัยเมจิ (พ.ศ.2411-2455) ถ้าหากเทียบกับสมัยของประเทศไทยแล้วก็คือ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั่นเอง

 พุดดิ้งที่แนะนำ คือ “Pudding strawberry”

 เตรียมตัวพุดดิ้ง 

1. ผสมนมสด โยเกิร์ต และน้ำตาล คนจนน้ำตาลละลาย (พยายามอย่าให้เกิดฟอง)

2. ละลายเจลาตินในน้ำอุ่น จากนั้นเทใส่นมที่เตรียมไว้ ตักใส่ถ้วยประมาณครึ่งถ้วย แล้วเอาเข้าตู้เย็น รอประมาณครึ่งชั่วโมงให้เซ็ตตัว

 ระหว่างรอมาเตรียมสตรอเบอรี่เชื่อมกัน 

3. ละลายน้ำตาลในน้ำ โดยใช้ไฟอ่อนๆพอให้น้ำตาลละลาย จากนั้นใส่สตรอเบอรี่ลงไปแล้วเร่งไฟให้เดือด ประมาณ 5 นาที

4. ยกลงจากเตาแล้วใส่ผงเจลาตินคนให้ละลาย

5. รอจนสตรอเบอรี่เชื่อมเย็น ตักราดลงบนพุดดิ้งที่เตรียมไว้ แล้วเอาเข้าตู้เย็นอีกครั้ง รอประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ทานได้แล้ว


 พุดดิ้งยักษ์ 

"งานแสดงพุดดิ้ง (Purin Hakurankai)" ที่รวบรวมเอาพุดดิ้งขึ้นชื่อของแต่ละท้องที่ทั่วประเทศญี่ปุ่นมารวมกัน โดยจุดที่น่าจับตามองของพุดดิ้งอันนี้ก็คือเป็นพุดดิ้งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร สูง 10 เซนติเมตร ซึ่งเป็นพุดดิ้งยักษ์ขนาด 2 ลิตร เป็นพุดดิ้งที่มีขนาดที่ต้องใช้คนช่วยกันทานประมาณ 5-6 คนจึงจะทานได้หมด

 

 

คำถามทบทวน

posted on 17 Aug 2011 22:09 by ent-tha

1. มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

- มัลติมีเดีย  คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับ โปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟิก (Graphic)  ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound) และวีดิทัศน์ (Video)

2. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

- สามารถเข้าถึงได้ง่าย มีความน่าสนใจและสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ สามารถเพิ่มสีสันและลูกเล่นเข้าไปได้มาก เพื่อให้สิ่งพิมพ์นั้นน่าดู น่าใช้ เช่น สามารถตกแต่งฟอนต์ให้สวยงาม ใส่รูปภาพ ใส่สีตัวหนังสือ สีพื้นหลัง

3. Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

- ตัวอักษร ภาพนิ่ง  ภาพยนตร์ และเสียงเพลง

4. การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร

- การเชื่อมโยงภายใน คือ การเชื่อมโยงไปยังจุดต่างๆในไฟล์เดียวกัน  การเชื่อมโยงภาพนอก คือ การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆภายนอกไฟล์

5. นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

- โทรทัศน์ วิทยุ ลำโพง โทรศัพท์มือถือ โปรเจคเตอร์ มอนิเตอร์ ipod ipad เว็บแคม ดาวเทียม

6. นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

- การ Microsoft Powerpoint เพราะ เราสามารถนำเสนอได้ครบทุกรุปแบบ ทั้งภาพ และเสียง

7. การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

-   1. ให้คลิกจากเมนู  File > New

    2. คลิกที่ On my computer (บนคอมพิวเตอร์ของฉัน)                                                     

    3. คลิกแท็บ Presentations ซึ่งเป็นแม่แบบการออกแบบ ซึ่งมีแม่แบบภาพนิ่งไว้ให้เลือกใช้ มีการตรียมหัวเรื่องและลำดับที่จะบรรยาย รวมทั้งมีการตกแต่งไว้อย่างสวยงาม

    4. คลิกเลือกชุดสไลด์ที่ต้องการ

    5. คลิกปุ่ม ok 

    6. ใส่หรือแก้ไขข้อความตามต้องการ สามารถนำมาแก้ไขหรือดัดแปลงเพื่อลดขั้นตอนการสร้างสไลด์ใหม่ให้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น  

8. การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

- การกำหนดให้ภาพนิ่งเคลื่อนไหวเอง

  1. เลือกภาพนิ่ง
  2. คลิกคำสั่งนำเสนอภาพนิ่ง > ภาพเคลื่อนไหวกำหนดเอง
  3. ตัวเลขที่ปรากฏบนภาพนิ่งเป็นตัวเลขที่แสดงลำดับในการเกิดข้อความและรูปภาพ
  4. การเปลี่ยนลำดับทำได้

    คลิกวัตถุที่ต้องการเปลี่ยนลำดับ

    คลิกปุ่มขึ้นหรือปุ่มลง เพื่อจัดลำดับใหม่

    9. ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

    - Microsoft PowerPoint, โลตัสเอมิโปร , Microsoft Excel

    10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

    - สามารถสร้างข้อมูลให้เป็นรูปภาพ เสียง ภาพเครื่อนไหว หรือกราฟแทนได้

    11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft-PowerPoint หรือไม่ อย่างไร

    - ไม่จำเป็น เพราะสามารถนำเสนอข้อมูลผ่านสื่ออื่นแทนได้

    12. Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

    - 1. เลือกภาพนิ่งที่ต้องการ

    2. จากเมนู แทรก (Insert) เลือก คำสั่ง รูปภาพ (Picture) เลือก ภาพตัดปะ (Clip Art) หรือ คลิกที่ ไอคอน  บน Drawing toolbar จะปรากฏบานหน้าต่างงานแทรกภาพตัดปะ (Insert Clip Art) ขึ้น

    3. ในช่อง ค้นหาข้อความ (Search text) ให้ใส่คำสั่งที่ต้องการค้นหากลุ่มของภาพ ตัวอย่าง เช่น ถ้าต้องการภาพที่เกี่ยวกับเรื่องอะไร ให้พิมพ์คำนั้นลงไป แล้วกด Enter

    13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

    - อยู่ในรูปแผนภูมิแบบต่าง ๆ ได้ โดยง่าย นอกจากนี้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล แผนภูมิก็จะปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งนับว่าสะดวกรวดเร็ว สามารถนำเสนองานได้อย่างดี

    14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

    - ฮาร์ดแวร์ - Server  ซอฟต์แวร์ - Microsoft Hyper-V Server

    15. ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัว อักษร ภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

    - Microsoft โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค

    การเขียน PHP เบื้องต้น (:

    posted on 10 Jul 2011 20:04 by ent-tha

    การเขียน PHP เบื้องต้น

    - ก่อนอื่นต้องเตรียมโปรแกรมสำหรับเขียน Code ก่อน ตรงนี้สามารถให้ Text Editor ตัวไหนก็ได้ แล้วแต่ถนัด แต่จะให้ดีน่าจะเป็นตัวที่มีความสามารถในการช่วยให้การเขียนสามารถทำได้ง่าย และสะดวกขึ้น ก็จะดีมากเลย เช่น Edit Plus 2.0 ที่แสดง Code สีทำให้เรารู้ได้ว่าเราพิมพ์คำสั่งผิดไปหรือเปล่า หรือจะเป็นโปรแกรมเฉพาะทางอย่าง PHP Coder ที่นอกจากจะใช้เขียน Code ภาษา PHP แล้ว ยังมี Web Browser ของตัวเอง เอาไว้ดูผลการ Run อีกต่างหาก หรือจะใช้ Note Pad ก็ได้

    - โปรแกรมต่าง ๆ นี้หาได้จากเว็บบริการ Down Load ทั่วไป เช่น

    - ใช้ Dreamweaver MX เขียนโปรแกรม บวกเว็บได้สบายและสะดวกมาก

    - เมื่อได้โปรแกรมมาแล้วก็มาดูว่าเราจะเริ่มเขียน PHP ยังไงบ้าง

    - เริ่มจากนึกว่าเครื่องของเราได้ลงโปรแกรมเหล่านี้หรือยัง

    • โปรแกรมเว็บ เซิร์ฟเวอร์ เช่น IIS , PWS , Apache
    • โปรแกรมแปลภาษา PHP

    - ถ้ายังก็ลงซะ โดยสามารถดูขั้นตอนการลงโปรแกรมได้จาก Panel How to PHP ด้านขวามือ

    - เมื่อลงเสร็จแล้ว ก็คงต้องทำความเข้าเรื่องการเขียน PHP กับการเขียน HTML

    - โดย ปกติแล้วเราจะเขียน Code ภาษา PHP แทรกลงในเอกสาร HTML เพื่อใช้ความสามารถของ HTML ในการจัดรูปแบบของเอกสาร เช่น CSS หรือ ตาราง เป็นต้น หรือจะใช้ Java Script ก็ยังได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเขียน Code ลงใน HTML เสมอไป เพราะเราสามารถสร้างเอกสาร ที่มีเฉพาะ Code ของ PHP ล้วน ๆ ได้ ซึ่งท่านจะได้เห็นและได้ใช้ในลำดับต่อไป

    - เมื่อ เราต้องเขียน PHP ลงใน HTML แล้ว เว็บ เซิร์ฟเวอร์จะรู้ได้ยังไงว่าตรงไหนเป็น HTML ตรงไหนเป็น PHP คำตอบก็คือ เราจะต้องแบ่งแยกว่าตรงนี้เป็น HTML ตรงนี้เป็น PHP ให้เค้าได้รู้ โดยที่เราจะสร้างความแตกต่างเฉพาะส่วนที่เป็น Code ของ PHP เท่านั้น ส่วน HTML ให้เค้าเหมือนเดิมแหละ

    - การ สร้างความแตกต่างนั้นก็คือ ถ้าเราจะเขียน Code ภาษา PHP ให้เราเขียนในระหว่างเครื่องหมายอะไรซักอย่าง ตามข้อตกลงของเว็บ เซิร์ฟเวอร์ ที่จะสามารถเข้าใจได้ว่า อ๋อ... ถ้าอยู่ในระหว่างเครื่องหมาย นี้ ๆ ๆ ๆ คือ Code PHP ต้องส่งไปให้โปรแกรมแปลงภาษา PHP เป็นคนแปล

    -โดยที่เครื่องหมายสามารถมีได้หลายแบบ ตามนี้

    • เปิดด้วย <?php และปิดด้วย ?> - เป็นรูปแบบมาตรฐาน
    • หรือจะ เปิดด้วย <? และปิดด้วย ?> ก็ได้ เป็นแบบสั้น ๆ
    • หรือจะใช้รูปแบบของ ASP ก็ได้ คือ เปิดด้วย <% แล้วปิดด้วย %>

    - โดย ที่รูปแบบที่นอกเหนือไปจากรูปแบบมาตรฐานจะสามารถใช้ได้ต่อเมื่อค่าของ short-open-tag ในไฟล์ php.ini มีค่า = On ท่านสามารถแก้ไขค่านี้โดยเปิดไฟล์ php.ini จากไดเร็คทอรีที่ท่านลงโปรแกรมแปลภาษา PHP (ปกติจะเป็นไดเร็คทอรีที่ชื่อว่า PHP)

    - ส่วนรูปแบบ ASP ท่านจะต้องไปแก้ไขค่า asp-tags ให้เป็น On เช่นกัน (ในไฟล์ php.ini)

    - ลองสร้างไฟล์ชื่อ test1.php โดยแทรก Code PHP ต่อไปนี้ 

              <?php

              phpinfo();

              ?>

       โดยที่ให้แทรกลงระหว่าง Tag <body></body> ของ HTML

    - จะเห็นว่า Code ภาษา PHP จะต้องมีเครื่องหมาย ; ปิดในแต่ละบรรทัดตามรูปแบบของภาษาซี ... ตรงนี้อย่าลืม ไม่งั้นก็จะ ERROR

    - จาก นั้นให้ Save เอกสารให้มีนามสกุลเป็น .php ตรงนี้ลอง Save ชื่อว่า test1.php ลงใน Directory ของ Web Server ที่รับผิดชอบอยู่ เช่น

    • C:\AppServ\www ในกรณีที่ท่านใช้บริการของ AppServ อยู่
    • Inetpup\wwwroot ของ IIS หรือ PWS
    • Apache\htdocs ของ Apache บน Windows
    • /home/httpd/htdocs ของ Apache บน Linux
    • หรือ Virtual Directory ที่สร้างขึ้นมาด้วย IIS หรือ PWS (สามารถติดตามการบริหาร IIS ได้จาก Panel How to PHP)

    - แล้ว ลอง Run ดู โดยการเปิด Web Browser ขึ้นมาแล้วพิมพ์ว่า localhost/test1.php ในการ Save ลงใน 4 กรณีข้างต้น ส่วนกรณีสุดท้าย (Save ลง Virtual Directory) ให้พิมพ์ว่า localhost/<ชื่อ Virtual Directory>/test1.php


    - ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด PHP จะแสดงค่าต่างๆ ออกมาให้ดู เรียกว่า คำสั่งเดียว

    เครดิต : http://www.nachiengmai.net/blog.php?id=9